วันที่ 6 นอนน้อยแต่นอนนะ "กินวันละมื้อ" (ยิ่งหิวยิ่งสุขภาพดี)

     กะเช้าที่สดชื่นอีกวัน เพราะเป็นวันสุดสัปดาห์ของผมแล้ว เป็นวันทำงานวันสุดท้ายของสัปดาห์ มันก็จะปล่อยสุดหน่อยเพราะพรุ่งนี้จะได้พักล่ะ เป็นวันที่นอนน้อย แต่ก็ได้นอนอยู่ ขอบคุณธรรมชาติ และผู้ค้นพบ ที่สร้างกาแฟขึ้นมา 555+ อยู่ได้ด้วยกาแฟเลย ไม่งั้นงานคงไม่เดิน 😝 ผมชินมากกับการทำงานแบบนี้ ข้อดีของมันคือประหยัดเวลา ประหยัดเงิน มีเวลาสำหรับวันหยุดมากขึ้น และทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี

ช่วงเช้า
      ผมเข้างานและกินกาแฟดำตามปกติ มีอาการหิวนิดหน่อยตอนสาย ๆ แต่พองานเริ่มเยอะขึ้นตอนช่วง 10 โมง ผมก็จดจ่อกับงานจนลืมความหิวไปเลย วันนี้เป้าหมายค่อนข้างง่าย เพราะเวลางานกับเวลากินมันพอดีกัน ปกติผมจะกินข้าว 7 โมง และ เที่ยง ถ้าเข้ากะเช้า แต่หลังจากเริ่มกินวันละมื้อ ผมก็แค่ตัดมื้อเช้าออกไป มันทำให้มีข้อดีเพิ่มขึ้นมาอีก คือ ผมมีเวลาทำงานช่วงเช้ามากขึ้น ทำให้ผมไม่ต้องเร่งรีบมากเกินไปในตอนเช้า มันส่งผลดีชัดเจนมาก ถ้างานไม่เยอะ ผมก็แค่นั่งรอในแผนก ซึ่งมันคือที่พักผ่อนในที่ทำงานที่ดีมาก ๆ แล้วสำหรับผม เพราะถึงผมจะไปพัก ก็ไม่มีที่ไหนในที่ทำงานที่ผมนั่งแล้วสบายใจที่สุดเท่าตรงนี้ นอกซะจากว่าผมจะไปเดินวนในสโตร์เพื่อพบเจอเพื่อนร่วมงานหลาย ๆ คนที่ผมอยากเจอ เป็นแบบนี้ก็ถือว่าชีวิตพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นแล้วล่ะ 

ช่วงบ่าย

      เที่ยงกว่า ๆ ก็ถึงเวลาสำหรับอาหารมื้อสำคัญของผมแล้ว วันนี้ผมกินข้าวไข่ดาวเหมือนเดิม ฮ่า ๆ ข้าวเปล่า กับไข่ดาว 3 ฟอง ถือว่าเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายผมแล้ว ซึ่งถ้าดูจากพลังงานที่ได้รับอาจน้อยไปหน่อย จากที่ผมค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์เกี่ยวกับพลังงานในอาหาร ผมรวมแคลอรี่ จากข้าวจานนี้ได้ 780 kcal ซึ่งมีสารอาหารเป็นโปรตีนและไขมันจากไข่ซะส่วนใหญ่ และคาร์โบไฮเดรทจากข้าว แต่ถือว่าสำหรับคนที่ทำงานแบบไม่ค่อยได้ใชแรงแบบผมมันก็สมเหตุสมผลอยู่บ้าง แต่ผมคงไม่มานั่งคำนวนสารอาหารอะไรแบบนี้ไปทุกวันหรอก เป้าหมายของผมคือกินวันละมื้อ กินแค่อิ่มพอดี ๆ ไม่น้อยเกินไป ไม่เยอะเกินไป และที่สำคัญต้องไม่หักโหมจนเกินไปด้วย เอาเท่าที่ไหว วันไหนจะมีมื้อ 2 บ้างก็ไม่เป็นไร แล้วแต่สถานะการ เพราะชีวิตผมไม่ได้มีสังคมและเวลาแบบตายตัว แค่ดูจากเวลางานผมก็สับแหลกขนาดนี้แล้ว การกินการใช้ชีวิตบางที่ก็ต้องปล่อยให้กลมกลืนไปกับมันบ้าง ฝืนบ้าง นี่คือการปรับตัวให้อยู่กับธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเพื่อความอยู่รอดของชีวิต ✌️

ช่วงเย็น
      วันนี้ผมเลิกงานบ่าย 2 และแวะซื้อไข่ต้ม 3 ฟอง แบบรวมใส่ถุงขาย 20 บาท ที่หน้าห้างแม็คโคร เพื่อจะเอาไว้กินในวันพรุ่งนี้ที่ผมหยุดงาน ผมกลับห้องมาซักพักก็นอน แล้วตื่นมาอีกทีตอน 2 ทุ่ม ผมหาอะไรทำไปซักพัก ช่วงประมาณ 4 ทุ่ม ผมเริ่มมีอาการหิวขึ้นมาเล็กน้อย และค่อย ๆ เพิ่มความหิวรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ผมก็ใช้วิธีดื่มน้ำเหมือนเดิม และก็ได้ผลดี แต่ด้วยความหิว + กิเลสในใจ สุดท้ายไข่ต้ม 3 ฟองนั้นก็ตกเป็นของผมจนได้ 555+ เรียบร้อยเลย อิ่มสิครับ นี่ล่ะครับ ไม่ฝืนตัวเองเกินไป 😁
      ผ่านไปอีก 1 วันสำหรับความท้าทายของชีวิต มันสนุกดีนะครับ บวกกับผลลัพที่ได้ผมว่ามันคุ้มค่ามากเลยกับสิ่งที่ผมทำอยู่ในตอนนี้ ตอนนี้น้ำหนักผมอยู่ที่ 75.2 กก. ซื้งเป็นเป้าหมายที่ผมตั้งไว้ว่าจะลดลงมาถึงเท่านี้ก่อนสิ้นปี และผมก็ทำมันได้จริง ๆ ผมรู้สึกภูมิใจในตัวเองมากเลย มันอาจเป็นเป้าหมายเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเป้าหมายอื่นในชีวิตที่ผมตั้งไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเงิน และอื่น ๆ แต่ผมโครตภูมิใจในตัวเองเลยที่ทำได้ ฟินครับ 
      วันนี้วันที่ 20 ธ.ค. 2562 ก็เท่ากับว่าผมทำเป้าหมายสำเร็จก่อนสิ้นปี 11 วัน ผมก็เลยคิดเล่น ๆ อีกนิดว่า ผมจะตั้งเป้าหมายเพิ่มในปีนี้อีก คือ น้ำหนักลดเหลือ 72 กก. ก่อนสิ้นปี 2562 ไปต่อครับ
      วันพรุ่งนี้ผมมีนัดน้องในแผนกไปกินบุฟเฟ่ หมูกะทะที่ร้านวันดี ซึ่งเป็นแพลนที่ยาวนานมากแล้ว ก่อนที่ผมจะเริ่มกินวันละมื้อซะอีก และก็ได้วันพรุ่งนี้แหละที่เวลางานของเราพอจะไปด้วยกันได้ เพราะแผนกผมมีอยู่ 4 คน แล้วมีการเข้ากะ เลยทำให้เวลาที่จะว่างพร้อมกัน และร้านหมูกะทะเปิดอยู่ น้อยมาก อีกอย่างน้องก็เป็นคนที่มาจากต่างอำเภอ ก็ถือว่าต่างถิ่นแหละ ผมที่อยู่แถวนี้มานาน ก็เลยอยากให้น้องได้เปิดหูเปิดตาบ้าง เพราะน้องไม่เคยไปกินร้านนี้เลยตั้งแต่ย้ายมาพักแถวนี้ นับเวลาก็หลายเดือนแล้ว ผมถามน้องว่าไม่อยากไปกินหมูกะทะบ้างเหรอ น้องบอกก็อยากไปอยู่ แต่ถ้าไปคนเดียวผมไม่ไปหรอก พอผมได้ยินแบบนั้นก็เลย โอเคชวนน้องไปกินด้วยกันเลย พรุ่งนี้ผมหยุด น้องเลิกงาน 2 ทุ่ม นั่นล่ะครับคือเวลานัด และมื้อต่อไปของผมก็คือ 2 ทุ่มของวันพรุ่งนี้ สู้ ๆ บอกตัวเอง เอาแค่ที่ไหว ไม่ฝืนตัวเองเกินไป ฝันดีครับ

โพสต์ความคิดเห็น

0 ความคิดเห็น